ฮาโรลด์ พินเทอร์: นักศิลปะ สัจจะและการเมือง ปาฐกถารับรางวัลโนเบล 2005 ว่า

"มีเส้นแบ่งเพียงบางเบาระหว่างสิ่งที่จริงกับสิ่งที่ไม่จริง ระหว่างสัจจะกับความเท็จ

สิ่ง ๆ หนึ่งไม่จำเป็นต้องจริงหรือเท็จ มันอาจทั้งจริงและเท็จได้พร้อมกัน"

 .........

ปกติผมไม่ค่อยได้ไปสนใจในการเมืองเท่าไหร่นะ เพราะคิดว่ามันเป็นแค่เกมอย่างหนึ่ง

มีรุกมีชนะมีแพ้มีถอยไปตามกลไก ถ้ามองคำสอนทางพุทธศาสนาก็คือ

 "ทุกสิ่งอนิจจัง ทุกสิ่ง ย่อมมี เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ไม่มีสิ่งใดเป็นสิ่งที่ยั่งยืนได้นอกจากสัจธรรม "

.

 หลังเกิดเรื่อง107 วันที่ 7 เดือนตุลาคม 2551 

เรื่องที่สกิดใจ ก็เริ่มต้นจากการอ่านข่าวบนเวบกระปุกครับ เขียนว่า

"กัปตันเครื่องบินไม่รับผู้โดยสาร พรรคพลังประชาชน"

ไม่นานก็ทราบข่าวว่า "ทางคณะแพทย์จุฬาไม่ยอมรับผู้ป่วยที่เป็นนายตำรวจ"

อ่านไปก็เกิดความหดหู่ไปครับ สิ่งที่ไม่อยากให้เกิด ไม่ควรจะก็เกิด

มนุษย์หมดสภาพในการวิเคราะห์ หมดซึ่งจรรยาบรรณเพราะมี "อคติ"

ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยนะ ที่แพทย์ไม่ยอมรับผู้ป่วย..

.

สมัยประถมตอนเด็กๆโรงเรียนวัดสอนร้องเพลงตลอด

"บ้านเมืองเรา เราต้องรักษา อยากทำลายเชิญมาเราสู้"

แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เราสู้เพื่อใคร? เพื่ออะไร? สู้ไปทำไม? มีสักกี่คนที่ตอบคำถามได้ชัดเจน

.

หวนคิดถึงอาจารย์ประจำคณะเมตตาสอนว่า

"พวกเธอทุกคน ล้วนแต่เป็นผู้ที่กำลังเดินหน้าสู่ความสว่าง ความรุ่งโรจน์

เป็นพลังของผู้นำสมัยใหม่ พวกเธอกำลังก้าวสู่โลกยุคใหม่ พวกเธอจะได้รู้จะได้เห็น

พลังของโลกยุคใหม่ บริหารโดยคนยุคใหม่ วิธีการสมัยใหม่ ที่จะเข้าสู่ตัวเรา

และมีอิทธิพลต่อเราทุกด้าน เธอทุกคนมีสิทธิ์เป็นนายกฯ จงสำเร็จในวิชาที่เธอเลือก"  

.

วันนั้นผมอาจจะฟังแล้วยังไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าโลกยุคใหม่ต้องมีวิถีอย่างไร   

แต่คำพูดของอาจารย์ในวันนั้น มันกลับก้องหูผมอีกครั้งในวันนี้

เนื่องด้วยผมเองไม่ค่อยจะฉลาดมากนัก สติปัญญาการวิเคาระห์ช่างน้อยนิด

ความรู้ทางการเมือง กฏหมาย รัฐศาสตร์ของผมมีไม่มากนัก

จึงคุยเรื่อง เหตุบ้านการณ์เมืองกับใครไม่ค่อยได้ ทั้งยังขี้เกียจติดตามข่าวสารเสียด้วย

แต่ผมก็อยากที่จะมาร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและความรู้สึกในแบบของผมให้เพื่อนๆรับฟังครับ

.

เมื่อประมาณ 10-15 กว่าปีก่อน สมัยมัธยม ได้อ่านหนังสือฝรั่งเล่มหนึ่ง

ขออภัยครับ ชื่อหนังสือภาษาอังกฤษผมจำไม่ได้ชื่อยาวมาก

แต่จำชื่อภาษาไทยได้แม่นว่า "สงครามสื่อ" 

ฝรั่งเขาเขียนไว้พอจำได้ว่า ...

ยุคสงครามสื่อแล้ว อันเห็นได้จาก ผู้มีสื่ออยู่ในมือ จะเป็นผู้ทรงอิทธพล

มันเป็นยุคสื่อแห่งการสื่อสารที่เปิดกว้าง เราจะสามารถเข้าข้อมูลข่าวสารได้อย่างกว้างขวาง

ข้อดี   คือ เราจะอุดมไปด้วยความรอบรู้  

ข้อเสีย  คือ เรื่องที่ไม่ควรรู้เราก็จะได้รู้ และ ทั้งเรื่องจริงและเท็จเราก็จะได้รู้

ปัญหา  คือ เรามีสติเพียงพอที่แยกจริง เท็จได้อย่างไร

ทุกๆวันเราจะถูกกรอกข้อมูลใส่สมองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะอยากรับหรือไม่

ในชีวิตประจำวันจะเต็มไปด้วยข่าวสารทั้งจริงและเท็จ  

แต่ผู้คนทั้งหลายจะเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตนเองรู้นั้นจริง

ผลที่ตามมาครับ  

1.มันก่อเกิด "สภาวะการครอบงำ" โดยรู้ตัวและโดยไม่รู้ตัว

การ "ครอบงำ" ของสื่อในระดับสากลต่อประเด็นหนึ่งๆ หรือต่อประเทศหนึ่งๆ นั้น

ไม่ได้จำกัดอยู่จำเพาะแต่ในพื้นที่ของประเทศนั้นๆ หากแต่ยังหมายถึงการก่อให้เกิด

"ความคิดเห็นร่วม" ต่อประเด็นหนึ่งๆ หรือต่อประเทศหนึ่งๆ ในระดับนานาชาติ---ขยายข้อมูลจากเวบ

2.ผู้คนรับสารจะถืออคติว่าคนที่มีความเห็นต่างนั้นไม่จริง

3.จะเกิดข้อขัดแย้งอยู่ตลอดเวลาผู้ที่มีอำนาจสืออยู่ในมือ

แม้ตัวสือเองจะเป็นผู้ทรงอิทธิพล  แต่....ผู้รับสือจะตกเป็นทาส

.

ครั้งที่แล้วที่ผมกลับบ้านที่จ.แพร่ก็เจอปัญหาแบบนี้ เหมือนกัน

ญาติๆเปิดแต่ทีวีช่องเดียว ทั้งวันทั้งคืน แล้วก็ใส่อารมณ์ร่วมไปด้วย

คุณถูกครอบงำแล้วหรือยัง?  

ตัวอย่างที่ 1 ประเทศกัวเตมาลาเจอสงครามสื่อจากประเทศสหรัฐอเมริกา

สมัยจอห์นเอฟ เคนเนดี้ สหรัฐฯกรุยทางด้วยจิตวิทยา ทำสงครามจิตวิทยาสารพัด

CIA ก็ส่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านโฆษณาชวนเชื่อไปสร้างข่าว


ต่อชาวคิวบาและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกให้สนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลกัวเตมาลา

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นคือ อี ฮาร์เวิร์ด ฮันท์ (E. Howard Hunt)

โดยการออกอากาศโฆษณาชวนเชื่อทางคลื่นวิทยุ


และส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดเข้าไปถล่มเมืองกัวเตมาลา

จนกระทั่งประธานาธิบดี อาร์เบนซ์ ในสมัยนั้น ต้องหนีออกจากทำเนียบ แล้วก็หาคนอื่นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน

ทหารทางกัวเตมาลาผมไม่รู้ว่าถูกสังหารตายไปเท่าไหร่

แต่ทางสหรัฐอเมริกา ถูกสังหารประมาณ 100 กว่า นาย  และที่เหลือ 1,100 กว่านาย ถูกจับเป็นเชลย

ผลจากสงครามสื่อ

.

ตัวอย่างที่ 2 ตลาดเครื่องดื่ม โค้กและเป็บซี่ในต่างประเทศ แถบตลาดตะวันออกกลาง

มีการแข่งขันกันรุนแรงมาก ผู้ผลิตน้ำดำทั้งสองได้พยายามเจาะกลุ่มตลาด

ด้วยการใช้นักแสดงยอดนิยมในท้องถิ่นเป็นสื่อ

เหตุนี้เองทำไมเขาจึงเอานักฟุตบอลมาเป็นฟรีเซ็นเตอร์

 ....ก็คนชอบฮีโร่ของเขาอ่ะเนาะ เลยอยากดื่มผลิตภัณฑ์แบบฮีโร่ของเขา

(ผมเองยังซื้อน้ำเป็ปซี่เพราะแบ็กแฮมเลยครับ อยากจะเท่ห์)

ฮืม ความต้องการแย่งตลาดรุนแรงมาก จนบริษัทน้ำดำเป็บซี่

ออกโฆษณา "เด็กชายเหยียบโค้กเพื่อปีนเอาเป็บซี่"

ผมดูโฆษณานี้แล้ว อึ้งครับ  ใช้สื่อได้อย่างน่ากลัวมาก แบบว่าหยามกันเห็นๆ

.

สงครามสื่อ (1) จาก 6 ตุลา 2519

ปี 2519 ผมยังไม่เกิดครับ แต่ได้ศึกษาจากอาจารย์ผู้สอนว่า..

สื่อแทบทุกรูปแบบ บทความคอลัมน์ก็ถูกสั่งปิด  วิทยุ โทรศัทน์ หนังสือพิมพ์ก็ถูกสั่งปิด

ปิดหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผล "โจมตีรัฐบาล"

ก็เปิดจำหน่ายต่อมีเพียงสองสำนัก ที่เป็นหนังสือพิมพ์ที่ไม่เขียนโจมตีรัฐบาล

ได้แก่ ไทยรัฐ และ บางกอกโพสต์ เท่านั้น

มีผู้รู้ท่านเขียนไว้ว่า.....

"คุณสนธินั้นมีปูมหลังเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย

 ในยุคก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาก่อน"

.....

 

ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ....

โปรดติดตามตอนต่อไป..

ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน

รักษาสุขภาพด้วยครับ

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ก็ ว่ากันไป สุดแต่ ใครคิดยังไง ความคิดของใคร มีเหตุผลอะไร อยู่ฝ่ายไหน
แต่ มีข้อสงสัย ติดอยู่ในใจ ของตัวเอง นานแล้ว ว่า เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ยังไม่รุ้ เหตการณ์โกลาหลนี้จะสิ้นสุด เมื่อใด ยาวนาน ขนาดไหน ไม่อยากจะคิด ว่า พวกเราคนไทย จะ มีสิทธิ ยืนอยู่ บนพื้นแผ่นดินไทย นี้ หรือไม่ คิดไปไกล ขนาดว่า เชื้อชาติไทย บนสูติบัตรเด็กแรกเกิด จะคงมีใช้อยู่บนโลกนี้ ไหม ? นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่อยากให้ พวกเราคนไทย คิดก่อน ในตอนนี้ มี คนไหน คิด แบบนี้ กันบ้าง ถ้า บ้านเมืองยังคงเบี่ยงเบน ไม่ปรกติ ชอบมาพากล ครอบคลุมเครือ มืดมน กันดาร อยู่ตรงข้ามกับคำว่าศิวิไลซ์ มีคนแสดงความเป็นห่วงบ้านเมืองกันมากมายในขณะนี้ แต่ มีใครบ้าง ที่จะส่วนช่วยกัน ทนุถนอมบำรุงบ้านเมือง ให้คนไทย มีประเทศ ยืนอยู่ในวันข้างหน้า
ตอนนี้ คงรอให้ใคร เปลี่ยนก่อน ไม่ได้ แล้ว เราต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อเป็นจุดเล็กๆแรกเริ่ม จนเกิดเป็นคลื่นใหญ่มหึมา เพื่อล้มล้างความคิดดึกดำบรรพ์คร่ำครึ ออกไปจากแผ่นดินเสียที คงจะต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ละนะคน

#12 By ไม่มี © on 2008-10-10 14:28

http://house.exteen.com/20081009/entry

ว่าด้วยอคติ

#11 By house on 2008-10-10 14:13

ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับbig smile

#10 By * Jetkaro ShowtimE * on 2008-10-10 09:09

ยอดเยี่ยมกระเทียมดองเลย มาติดตามเรื่อยๆนะครับ

เบื่อพวกตามน้ำ หรือพวกรายใหญ่ เขียนอะไรใครๆก็เชื่อหมดเหมือนกัน big smile Hot!

#9 By Shuu Exteen on 2008-10-10 08:45

เขียนดีนะ

มีคนน่ารักฝากมาอ่านแทน

#8 By chim on 2008-10-10 00:05

ถ้ามีมนุษยธรรม ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
แพทย์ไม่ควรเลือกรักษา เพราะแม้แต่โจร
หรือนักโทษประหาร
แพทย์ยังต้องรักษาก่อนจะส่งตัวไปตัดสินโทษ

ไม่ว่าคนๆนั้นจะอยู่ในสถานะไหน
แต่ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ ไม่ควรปฏิเสธการรักษา

เท่าที่คิดในฐานะมนุษย์คนนึงนะคะ

ถ้าเราเอาแต่ความต้องการของตัวเองโดยไม่คำนึงถึงความเป็นตายของคนอื่น เราก็เหนแก่ตัวมาก

อย่าเอามนุษย์เป็นเครื่องมือ

#7 By daranee on 2008-10-09 23:14

Hot!

เห็นด้วยกะ#4ฮะ

อีกปัญหาในโลกข้อมูลข่าวสาร คือ ข่าวมาเร็วก็ไม่ทันตรวจปรู๊ฟ เฮ่ะๆ ล้อเล่น


เห็นด้วยกะจขบ.
ปัญหาคือเราต้องมี สติ ... ใช่เลย

แต่มีสติยังไง นั่งเฉยๆ หรือพยายามพิสูจน์ความจริงด้วยการย่อยข่าวสารจากสื่อล่ะฮับ

#6 By on 2008-10-09 22:31

แหม ยังไม่พิสูจน์อักษร ก็ submit ซะแล้ว พิมพ์ผิดเยอะเลย รีบไปหน่อย big smile

#5 By ทิว แอด ไฟน์ on 2008-10-09 22:22

โดยรวมๆ เขียนได้ดี
( แม้จะมีความโน้มเอียงไปทางฝ่ายรัฐเล็กน้อย)

เรื่องนักบิน และ แพทย์ ผมว่า มนุษย์มีสิทธิ์ที่จะทำได้ ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ตามแนวคิด Existentialism ตามคุณค่าความเป็นปัจเจกชน

จริงอยู่ทั้งสองอาชีพเกี่ยวกับคนหมู่มาก แต่ในทางปฎิบัติมีช่องให้ตัดสินใจ ที่จะทำ หรือ ไม่ทำก็ได้ ที่สภาวะที่ไม่สบายใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการปฎิบัติงาน ในกรณีของนักบิน

ในกรณีของแพทย์ เท่าที่ผมตามข่าว แพทย์มีสิทธิ์แต่ปฎิเสธการรักษาคนไข้ครับ มีกฎหมายมารองรับตรงนี้ด้วย

แต่ยกเ้ว้นกรณีฉุกเฉิน เฉพาะหน้า ปฏิเสธ การรักษาไม่ได้ครับ ถือว่า ผิดจรรยาบรรณ และ ในกรณีฉุกเฉิน ยังไม่มีปรากฎว่า มีแพทย์ปฎิเสธการรักษานะครับ

ผมว่า ในภาวะข่าวสาร ที่ล้นผมก็ว่า ดี เพราะข่าวก็ คือ ข้อเท็จ-จริง
แม้แต่ ที่คิดว่าน่าจะเป็น ais tv ที่คุณได้หมายถึงนั้น ผมว่าก็เป็นสื่อทางเลือกที่น่าสนใจ แม้จะเสนอข่าวออกไปทางด้านเดียวก็ตาม แต่มีประโยชน์มาก ในยุคที่ทุนกับรัฐมักสมยอมกันอวยให้กัน เพราะผลประโยชน์ที่ประสานกันเป็นหลัก

ผมว่า มีสื่อที่สุดขั้วแบบนี้ก็ดี ดีว่า สื่ิอ ถูกปิดหู ปิดตา อย่างเดียวเหมือนสมัยก่อน ที่รัฐจะปอนความคิดในด้านเดียวทางสื้อ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ โดยท